|
เสียงสวรรค์แห่งสี่สาวงามอมตะ(2) 天香国色-中国古代四大美人
ซีซือ 西施-สาวงามอมตะ (Eternal Xi Shi)-แทรคที่ 1
ซีซือ หรือชื่อเดิม หยีกวาง เป็นสาวงามเกิดในสมัยชุนชิวจ้านกั๋ว 春秋战 国 (ก่อน ค.ศ. 221-770 ปี) เกิดที่เมืองเจ้อเจียง ซึ่งในขณะนั้นแผ่นดิน จีนแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ซีซือในฐานะเป็นชาวเย่ว์ก๊ก ได้พ่ายศึกแก่อู๋ก๊ก อ๋องแห่งเย่ว์ก๊กคิดที่จะกอบกู้เอกราชคืนจากอู๋ก๊ก จึงคิดอุบายมอบซีซือ ซึ่งเป็นสาวงามที่สุดแห่งยุคให้แก่อ๋องแห่งอู๋ก๊ก อู๋อ๋องเมื่อได้ยลโฉมอันงด งามของซีซือแล้ว เกิดความลุ่มหลงจนกลายเป็นสนมสุดโปรด วัน ๆ เฝ้า แต่คลอเคลียจนไม่เป็นอันว่าราชการบริหารบ้านเมือง จนบ้านเมืองอ่อนแอ แล้วสุดท้ายอู๋ก๊กก็ล่มสลาย ชาวเย่ว์ก๊กเมื่อทราบเรื่องราวการเสียสละของ ซีซือแล้ว ต่างเซ่ซ้องยกย่องเป็นวีรสตรีสาวงามผู้รักชาติจนถึงทุกวันนี้
บทเพลงเริ่มด้วยด้วยเสียงพิณที่บรรเลงด้วยนิ้วมืออันอ่อนช้อย เสียงที่ไหว พลิ้วราวกับแพรไหมโบกสะบัดยามต้องกับสายลมอ่อน ๆ ในฤดูใบไม้ผลิ สายน้ำเปล่งประกายสีทองระยิบริยับยามต้องแสงตะวัน แล้วสาวงามก็ ค่อย ๆ ปรากฏโฉมท่ามกลางเสียงประกายสีทอง ใช่แล้ว...นั่นคือซีซือ สาวงามอมตะดั่งบุษบาช่องามเริงระบำกลางสายลม จากนั้นเสียงจากหมู่ เครื่องสายค่อย ๆ โหมดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับการตกตะลึงงันของหมู่มัจฉา เมื่อได้เห็นเงาสะท้อนของซีซือในสายน้ำ จนถึงกับลืมว่ายน้ำ
เอ้อหูได้ทำหน้าที่เปิดมูฟเมนต์ใหม่ของบทเพลงเสียงเชลโลและหมู่ไวโอ- ลิน ได้บรรยายถึงความงามของซีซือในวังกวางวาแห่งเมืองกูซูของอู๋ก๊ก ความงามของซีซือและท่าทางการเต้นรำที่อ่อนช้อยเย้ายวนได้ทำให้หัวใจ ของอ๋องแห่งรัฐอู๋อ่อนยวบดังขี้ผึ้งต้องเปลวเพลิง จากนั้นเสียงดนตรีกระ- หึ่มเร่าร้องยิ่งขึ้นเสมือนหนึ่งอ๋องแห่งอู๋ก๊กได้สบสายตาของซีซือจนหัวใจ เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
ในท่อนกลางของเพลง เสียงดนตรีจากเครื่องสายอลูมิเนียมที่ทำให้บรรยา กาศออกอาการเศร้าสร้อยอันเนื่องจากซีซือคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่ง ไกลสุดปลายเสียงพิณ เหล่าไวโอลินได้เข้ามาเสริมให้ความเศร้าสร้อย จากเสียงของเอ้อหูเด่นยิ่งขึ้นพอถึงปลายท่อนของเพลง จังหวะดนตรีกลับ สู่ธีม (Theme)ตอนต้นของเพลง ทุกอย่างยังเป็นเช่นเดิม ภูเขาจู้หลอข้าง หน้ายังคงยืนตระหง่านที่เดิม สายธารที่ใสเย็นยังคงไหลในทิศทางของมัน จังหวะเพลงที่เรียบไม่กระชากดั่งสายน้ำในลำธาร แต่ว่า ซีซือไม่มีโอกาส ได้กลับไปบ้านเกิดอีกแล้วเช่นเดียวกับสายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับ มอง ไปข้างหน้าเห็นแต่ม่านหมอกหนาปกคลุมแผ่นดินเย่ว์ ดังเช่นจิตใจที่รำพึง ถึงบ้านเกิดและถ้อยคำในใจอีกนับล้านที่พรรณนากับใครไม่ได้
|