|
ประวัติการศึกษาภาษาจีนในไทย (3) ผ่านประสบการณ์ของอจ.อารี ภิรมย์ ยุคการฑูตใต้ดิน
ในเดือนมีนาคมพ.ศ.2470 ปีนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม โรงเรียนจีน 4 แห่ง ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ครูและนักเรียน ในโอกาสนั้น ซึ่งเป็นที่ชื่นชมของชาวจีนทั่วไป ตอนหนึ่งมีความว่า “อันที่ จริง ไทยกับจีนนั้นต้องนับว่าเป็นชาติพี่ชาติน้องกันโดยแท้ นอกจากนั้น เลือดไทยกับเลือดจีน ได้ผสมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวจนต้องนับว่าแยก ไม่ออก ข้าราชการชั้นสูงๆที่เคยรับราชการ หรือรับราชการอยู่เวลานี้ที่มี เลือดจีนเชื้อจีนก็มีอยู่เป็นอันมาก พวกจีนที่ได้มามีเคหสถานตั้งครอบครัว อยู่ในเมืองไทย จนกลายเป็นคนไทยไปก็มีอยู่เป็นอันมาก แม้ตัวข้าพเจ้า เองก็มีเลือดจีนปนอยู่ด้วย โดยเหตุเหล่านี้ ไทยและจีนจึงอยู่ด้วยกันอย่าง สนิทสนมกลมเกลียวมาช้านาน ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์อะไรยิ่งไปกว่า ที่จะขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนได้เป็นไปโดยสนิทสนมเหมือน อย่างที่แล้วมานี้ ให้คงอยู่เช่นนี้ตลอดไป ข้าพเจ้าหวังว่าท่านทั้งหลายคง จะมีความเห็นพ้องกับข้าพเจ้าและจะตั้งใจสั่งสอนบุตรหลานให้มีความรู้สึก เช่นนี้ในโรงเรียนของท่าน ท่านย่อมสั่งสอนให้นักเรียนรักประเทศจีนอัน เป็นบ้านเกิดเมืองมารดร ข้อนี้ย่อมเป็นของธรรมดาและของควร แต่นอก จากจะสอนให้รักประเทศจีน ข้าพเจ้ายังหวังว่าท่านจะให้รักเมืองไทยด้วย เพราะท่านทั้งหลาย ได้มาตั้งเคหสถานอาศัยอยู่ในประเทศสยาม ได้รับ ความคุ้มครอง ร่มเย็นเป็นสุขอย่างดีจากรัฐบาลสยาม มีสิทธิทุกอย่าง เหมือนคนไทย มีความสุขสบาย มั่นคงสมบูรณ์อยู่ในประเทศสยาม เพราะ ฉะนั้น ความมั่นคงของรัฐบาลสยามและประเทศสยามย่อมเป็นสิ่งที่ท่าน พึงประสงค์ ถ้ารัฐบาลสยามต้องประสบภัยเป็นอันตรายไปอย่างใดก็ดี ท่านทั้งหลายก็ต้องได้รับความทุกข์เหมือนคนไทยด้วย”
หลังจากจีนได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีนได้สำ เร็จ และโลกได้ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว ชาวจีนในเมืองไทยมี ความตื่นตัวในการศึกษามากขึ้นเป็นลำดับ จึงมีโรงเรียนจีนตั้งทั่วไปและ ขณะที่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภ พฤฒิยากร ทรงเข้ารับตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี พ.ศ.2469 ท่านได้รับหลักฐานบ่งชัด ว่า ผู้จัดตั้งโรงเรียนจีนในขณะท่านเข้ารับตำแหน่งนั้น ส่วนมากเป็นผู้มี ความรู้ที่ตื่นตัวทางการเมืองมาจากประเทศจีนใหม่ๆ เพราะขณะนั้นพรรค ก๊กมินตั๋งในประเทศจีน กำลังเร่งมือปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ชาวจีนผู้ลี้ภัยจากเมืองจีนเข้ามาเมืองไทย จึงพยายามหาทางใช้โรงเรียน จีนเป็นแหล่งปลูกฝังความนิยมทางการเมือง ตามทฤษฎีที่ตนนิยมให้แก่ นักเรียนจีนในประเทศไทย จัดเป็นปัญหาที่น่าวิตกสำหรับรัฐบาลไทยใน สมัยนั้นเป็นอันมาก เพราะถ้าลูกหลานจีนเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังลัทธิ การเมืองทั้งสองฝ่าย ซึ่งขัดต่อประเพณีการปกครองของไทยที่เคยมีมา แต่ก่อนเช่นนี้ นานไปข้างหน้าอาจเป็นภัยต่อประเทศชาติได้ เมื่อทรงเห็น ว่า โรงเรียนจีนได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังลัทธิการเมือง ให้กับคนจีนในประเทศไทย องค์เสนาบดีกระทรวงธรรมการ(ศึกษาธิการ) จึงพยายามหาทางควบคุมโรงเรียนจีนให้เข้มงวด แต่เนื่องด้วยกฎหลาย โรงเรียนราษฎร์ที่ใช้ควบคุมโรงเรียนมิได้แบ่งแยกประเภทออกเป็น โรง เรียนจีน โรงเรียนฝรั่ง โรงเรียนแขก หรือโรงเรียนไทย แต่ใช้ร่วมกัน เหมือนกันหมด โดยที่รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเพ่งเล็งโรงเรียนจีนเป็นสำคัญ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของคนจีนได้ สะดวกเพราะต้องระมัดระวังว่าจะกระทบกระเทือนไปถึงโรงเรียนของพวก มิชชันนารี ซึ่งเป็นของชาติหมาอำนาจตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สห- รัฐอเมริกา เป็นต้น ท่านเสนาบดีกระทรวงธรรมการจึงพยายามใช้นโยบาย สร้างความผสมกลมกลืนขึ้นในโรงเรียนจีน โดยถือหลักตามพระราชบัญ ญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2461 ซึ่งได้ระบุไว้ว่าโรงเรียนราษฎร์จะต้องจัด การสอนนักเรียนให้อ่านออก เขียนได้ และเข้าใจภาษาไทยได้คล่อง- แคล่วพอสมควร โดยกำหนดให้โรงเรียนประถมต้องสอนตามหลักสูตร ของกระทรวงธรรมการ คือบังคับให้นักเรียนจีนเรียนภาษาไทยตามหลัก สูตรของกระทรวงธรรมการที่ได้บังคับไว้ เพราะถือว่าลูกหลานจีนรู้ภาษา ไทยดีแล้ว ก็จะสามารถเข้ากับคนไทยได้ง่ายกว่าเดิม เมื่อพูดกันรู้เรื่อง เกิดความเข้าใจกันดี การที่จะทำให้ลูกหลานจีนกลายเป็นไทยก็ทำได้ง่าย เข้า จึงกำหนดว่า โรงเรียนชนิดใดก็ตาม ต้องให้ได้เล่าเรียนภาษาไทยไม่ น้อยกว่าปีละ 800 ชั่วโมง คิดแล้วประมาณวันละ 3 ชั่วโมง แต่การบังคับ เช่นนี้กินความเฉพาะเด็กที่มีอายุในเกณฑ์บังคับการศึกษาเท่านั้น
โรงเรียนจีนเวลานั้นไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น จึงมีการร้องทุกข์ในเรื่องที่ จะต้องเรียนภาษาไทยในลักษณะนี้อยู่เนืองๆ การร้องทุกข์ได้ยื่นต่อรัฐ- บาลไทยและรัฐบาลจีนด้วย ปรากฏการณ์ทั้งปวงที่กล่าวนี้ส่อให้เห็นชัดว่า จีนมีความมุ่งหมายต่อการศึกษาอย่างไร ตามสถิติในปีต่อๆมา ปรากฏว่า มีโรงเรียนจีนเกิดใหม่มากขึ้นทุกปี ปัญหาควบคุมโรงเรียนจีนนี้ ท่านเสนา บดีกระทรวงธรรมการ ได้ทรงพยายามหาทางควบคุมอย่างรอบคอบอยู่ ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 ถึง 2475 ปรากฏว่าท่านได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ การประชุมคณะเสนาบดีหลายครั้ง การประชุมเสนาบดีครั้งที่ 10/2475 เมื่อวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2475 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้ทรงโปรด เกล้าให้ผู้แทนกระทรวงต่างๆเป็นกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกัน โดยมี เสนาบดีธรรมการเป็นประธาน เจ้านายหลายองค์ทรงพิจารณาอภิปราย เรื่องนี้อย่างรอบคอบ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ยังไม่ทันประกาศออกใช้เป็น กฎหมายก็เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เสียก่อน เรื่องควบคุมโรงเรียนจีนจึงเงียบหายไป
ช่วงนี้โรงเรียนจีนมีโอกาสสอนภาษาจีนตลอดทั้งวัน จะมีการสอนภาษา ไทยบ้างก็วันละชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง เพราะรัฐบาลมีกิจการอื่นสำคัญกว่า ต้องจัดการก่อน ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2478 ได้ประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติประถมศึกษาปี 2464 ขึ้นใหม่ มีการแต่ง ตั้งสารวัตรศึกษาออกตรวจตราตามโรงเรียนจีนด้วย ผู้ดำเนินการโรงเรียน จีนเวลานั้นได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลขอผ่อนผัน แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วย ถึง กระนั้นก็ดี ตามสถิติยังปรากฏว่ามีโรงเรียนจีนเกิดเพิ่มขึ้นทุกปี อยู่มาจน ถึง พ.ศ. 2480 โรงเรียนจีนถูกรัฐบาลสั่งปิดหมดทั่วประเทศไทย โดยไม่ ต้องมีการพิจารณาถึงวิธีการควบคุมประการใดอีก
นี่คือประวัติการศึกษาชาวจีนในประเทศโดยสังเขป เท่าที่ผมจำได้จึงได้ เล่าให้เขาฟังตามความประสงค์
พอเล่าถึงตอนนี้ เวลาดึกพอควรแล้ว ท่านผู้ใหญ่มองหน้ากันพยักหน้าเห็น ว่าควรยุติได้แล้ว รัฐมนตรีลี่ผู่ชุน พูดว่า “เรายังอยากฟังเรื่องเมืองไทย จากคุณอีก แต่คืนนี้ขอยุติเพียงเท่านี้ มีเวลาว่างเมื่อไรจะขอเชิญมาคุย กันอีก”
|